ยินดีต้อนรับ.....ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น (ผึ้ง)

ชันโรง
 

ชันโรงจัดเป็นแมลงผสมเกสรที่มีพฤติกรรมในการตอมดอกไม้ผลหลายชนิดที่ก่อให้เกิดการผสมเกสรอย่างเด่นชัด และ   แพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่การเพิ่มพูนประชากรของชันโรงในสภาพธรรมชาติ เป็นไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ป่าซึ่งเป็นที่อยู่ที่อาศัยของชันโรงถูกทำลายลง การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างกว้างขวาง การพัฒนาที่อยู่อาศัยของมนุษย์ส่ง ผลกระทบต่อประชากรของชันโรงให้ลดน้อยถอยลงด้วยเหตุนี้การศึกษาชีววิทยาของชันโรงเพื่อให้ได้มา ซึ่งข้อมูลทางวิชาการที่จะนำ ไปสู่วิธีการเลี้ยงชันโรง วิธีการเพิ่มพูนชันโรงในสภาพธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การติดผลของพืชปลูกและพืชป่าเพิ่มมากขึ้น  ชันโรง (Stingless bee) เป็นแมลงที่แสดงถึงขั้นตอนสูงสุดของวิวัฒนาการทางสังคมของแมลง การจัดองค์การทางสังคม   ของชันโรงซึ่งมีทั้งความคล้ายคลึงเทียบได้กับผึ้ง และมีความแตกต่างกันเป็นที่น่าสนใจได้มีการศึกษาทางด้านชีววิทยาของแมลงชนิด  นี้หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล (ซาคากามิล,1992) แต่เนื่องจากชันโรงมีการแพร่กระจายอยู่เขตร้อนเท่านั้น เราจึง  รู้เรื่องเกี่ยวกับชันโรงน้อยกว่าผึ้งมากโดยเฉพาะชนิด (species) อินโดมลายัน มีการศึกษาทางชีววิทยาน้อยมาก
การศึกษาวิจัย  ชันโรง เป็นหลักในการศึกษาทางกีฏวิทยา โดยเหตุผลคือ  1. เขตภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ พบชันโรงจำนวนมากหลากหลายชนิดเนื่องจากมีพืชพรรณหลากหลายชนิดที่เป็นอาหารของ  ชันโรง   2. ลักษณะของชนิดชันโรงในเอเชียอาคเนย์แต่ละชนิดแตกต่างกันสามารถเปรียบเทียบแต่ละชนิดง่าย   3. ชนิดของชันโรงของบราซิลสามารถเพาะเลี้ยงได้ง่ายสามารถนำมาลงรังเลี้ยงฝาแก้วและสังเกตวงจรชีวิตของชันโรงได้ง่าย  4. ชันโรงต่างจากผึ้งตรงที่ผึ้งมีเพียง 2 - 3 ชนิด แต่ชันโรงมีจำนวนมากกว่าทำให้สามารถทำการศึกษาเปรียบเทียบได้  มากกว่า  ผึ้งเป็นแมลงผสมเกสรซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลายชนิด เช่น ผึ้งหลวง ผึ้งหลอด ผึ้งมิ้ม ผึ้งโพรง ผึ้งกัดใบและผึ้งพันธุ์ ที่กล่าว  มา ทุกชนิดล้วนมีคำว่า “ผึ้ง” นำหน้าชื่อทั้งสิ้น แต่มีแมลงผสมเกสร จำพวกผึ้งอยู่เพียงสองชนิดที่ไม่มีคำว่า “ผึ้ง” นำหน้าคือ แมลงภู่   และชันโรง แมลงภู่เป็นผึ้งป่า จัดเป็นพวกแมลงผสมเกสรจำพวกผึ้ง  ชันโรง (Stingless bee) น้อยคนนักที่จะรู้จักโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองส่วนใหญ่เกษตรกรหรือชาวบ้านชนบทเท่านั้นที่รู้ ว่าชันโรงเป็นอย่างไร ชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรตัวเล็ก ๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งซึ่งมีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่า และผึ้งหึ่งอีกทั้งชันโรงยังให้   น้ำผึ้งอีกด้วยในขณะที่ผึ้งป่าทุกชนิดและผึ้งหึ่งซึ่งแม้จะมีคำนำหน้าชื่อว่า “ผึ้ง” แต่กลับไม่ให้น้ำผึ้งสักหยด น้ำผึ้งและเกสรของชันโรง   มีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่า น้ำผึ้งชันโรงมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า รังชันโรงก็หายากและแต่ละรังก็มีปริมาณ   น้ำผึ้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในวงการนักสะสมพระเครื่องและพวกเครื่องรางของขลังว่ายางไม้และไขผึ้ง จาก  รังชันโรงใช้อุด ฐานพระเครื่องและอุดเบี้ยแก้ที่บรรจุปรอทได้เป็นอย่างดี  ชันโรงเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน (Stingless bee) ซึ่งมีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย   แต่ละภาคจะมีชื่อเรียกชันโรงแตกต่างกันไป ทางภาคเหนือเรียกชันโรงชนิดตัวเล็กว่า “ขี้ตัวนี หรือขี้ตึง” (Trigona laeviceps)  ถ้าเป็นชนิดตัวใหญ่ขึ้นไปอีกจะเรียกว่า ขี้ย้าดำ (Trigona apicalis และ T.collina) ส่วนชันโรงที่มีขนาดใหญ่มากหรือเรียกว่าชันโรง  ยักษ์ เรียกว่า ขี้ย้าแดง (T.fimbriata) ทางภาคใต้เรียกชันโรงไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ว่า “แมลงอุง” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)   ซึ่งพบชันโรงที่ทำรังใต้ดินว่า “ขี้สูด” ส่วนทางภาคตะวันออกเรียกว่า”ตัวชำมะโรง หรืออีโลม” ภาคตะวันตก เรียกว่า “ตัวตุ้งติ้งหรือ“ติ้ง”  ผู้ที่ศึกษาชันโรงในทวีปเอเชียที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ Prof.Dr.S.F.Sakagami เป็นชาวญี่ปุ่นและ Prof.Dr.C.D.Michener  ชาวอเมริกา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าอาจารย์ ซาคากามิ ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ด้วยวัย 78 ปี ท่านเคยเดินทาง   ศึกษา ชันโรงในประเทศไทย และจำแนกชันโรงในประเทศไทยไว้ จำนวน 21 ชนิด ยกเว้นอยู่ชนิดเดียวที่ยังไม่รายงานคือ ชันโรงยักษ์   (ขี้ย้าแดง) T. fimbriata ค้นพบโดย ดร.สมนึก บุญเกิด ซึ่งเป็นชันโรงยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย รวมแล้วในประเทศไทยค้นพบ  ชันโรงแล้ว ประมาณ 22 ชนิด  ชันโรงเป็นแมลงที่มีอยู่ในเขตร้อน แต่ที่พบเห็นส่วนใหญ่อยู่ใกล้ชิดกับคน เนื่องจากชอบทำรังในบ้าน มีประมาณ 5 ชนิด   นักวิทยาศาสตร์ค้นพบซากชันโรงที่รัฐนิวเจอซี่ หลังจากพิสูจน์แล้วประมาณว่าชันโรงที่พบมีอายุราว 75 ล้านปี ชันโรงมีการปรับตัวเก่ง   สร้างรังมีความปลอดภัยต่อตัวเองและพวกพร้องได้ดี ชันโรงนี้เป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรได้ดีถึงแม้ชันโรงมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนก็  จริง แต่บางสายพันธุ์อยู่ในอุณหภูมิ 1-2 องศาเซลเซียส คือบริเวณทางภาคเหนือของไทย ชันโรงมีขนาดเล็กกว่าผึ้ง 2-3 เท่า ที่มี   ีลักษณะคล้าย ผึ้งหลายอย่าง แต่การต่อสู้ของผึ้งนั้นจะใช้เหล็กในทำให้คู่ต่อสู้เจ็บปวด หรือบาดเจ็บ แต่ชันโรงจะใช้ปากกัด ส่วนใหญ่  ชันโรงจะสร้างรังอยู่ตามโพรงไม้ที่เก่าแก่ตามธรรมชาติตามบ้านเรือน ตามรูหรือเหลือบรอยแตกต่าง ๆ และชันโรงจะสร้างปล่องโผล่   ่ออกมาจากรังเพื่อเป็นทางเข้า-ออก ชันโรงบางชนิดอาศัยอยู่ในดินรวมกับจอมปลวกปล่องทางเข้า - ออกจะถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะ   พิเศษน้ำจะซึมเข้าไปไม่ได้ปล่องทาง เข้านี้จะถูกสร้างขึ้นด้วยส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น แวกซ์ เรซิ่นจากยางไม้ โคลนตม   ยางมะตอย บางทีจะมีทรายปะปนอยู่ด้วย ปล่องแต่ ละชนิดอาจบ่งบอกของชนิดชันโรงได้  ชันโรงเป็นแมลงที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง เมื่อเปรียบเทียบกับผึ้ง การทดลองที่นำชันโรงขังไว้ในพื้นที่จำกัดซึ่งเป็นปล่องขนาด เล็ก ชันโรงสามารถบินลอยตัวอยู่ได้นานโดยไม่จับเกาะอะไรเลย เหตุที่ชันโรงบินอยู่ได้นานเพราะว่ากล้ามเนื้อส่วนอกของชันโรงมี  ความแข็งแกร่งมาก ทำให้การกระพือปีกได้ถี่ จึงร่อนเก็บเกสรและดูดน้ำหวานได้นิ่มนวล กลีบของดอกไม้ จึงช้ำน้อยกว่าการตอมของ  ผึ้งอายุของชันโรงอยู่ประมาณ 70 วัน ถ้าทำงานหนักแต่ถ้ามีแหล่งอาหารอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก อาจจะอยู่ได้ราวๆประมาณ7เดือนถึง 1 ปี 
ชีววิทยาของชันโรง (Biology of the Stingless bee) วงจรชีวิตของชันโรง Trigona laeviceps พฤติกรรมต่าง ๆ ของชันโรง queen จะเริ่มวางไข่ซึ่งต้องใช้เวลากระตุ้นให้  worker สำรอกอาหารประมาณ 2 นาที เมื่อ queen วางไข่เสร็จแล้ว worker จะเริ่มทำการปิด cell ที่วางไข่แล้วทันที และจะไม่ถูก   เปิดอีกเลยจนกว่าจะออกมาเป็นตัวเต็มวัย (ตั้งแต่ระยะไข่ ระยะหนอน ดักแด้) worker จะสร้าง cell เป็นชุด ๆ แล้ว Queen จะเริ่ม  วางไข่ประมาณ20-40 ฟอง/วัน  ชันโรง (Trigona laeviceps) เมื่อ queen วางไข่และ worker ปิด cell (เซล) จนออกมาเป็นตัวเต็มวัย โดย nurse bee   (ชันโรงพี่เลี้ยง) ช่วยกัดเปิดตัวเต็มวัยออกมา ใช้เวลาทั้งสิ้น รวม 40 วัน และระยะฟักไข่เป็นตัวหนอนใช้เวลา 6.5 วัน และระยะต่าง ๆ   ของตัวหนอนแต่ละวัย คือ หนอนวัย 1 ถึงวัย 3 ใช้ระยะเวลาวัยละ 1 วัน ส่วนหนอนวัย 4 และวัย 5 ใช้ระยะเวลา 1.5-2 วัน เท่ากัน   ดังนั้นระยะหนอนของชันโรงชนิดนี้ใช้เวลา 7 วัน ส่วนระยะก่อนเข้าดักแด้ใช้เวลา 2.5 วัน ส่วนระยะดักแด้มีระยะการพัฒนาแบ่งได้เป็น   3 ระยะคือระยะตารวมมีสีขาวใช้เวลา 7.5 วัน ตารวมเป็นสีน้ำตาลใช้เวลา 7.5 วันและระยะตารวมสีดำใช้เวลา 9 วัน รวมระยะเวลารวม  ระยะเวลาของการเจริญเติบโตของชันโรงเป็น worker ใช้เวลา 40 วัน นับตั้งแต่ไข่จนกระทั่งออกเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งตัวเต็มวัยเมื่อซึ่ง  ตัวเต็มวัยเมื่อครบอายุแล้วถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก nurse bee กัดหลอดหรือฝาให้ออกจากหลอดดักแด้ก็จะตายอยู่ในหลอดนั้น  
วงจรชีวิตของชันโรง  อายุชันโรง อายุ 40 วัน  =>ไข่ (egg) 6.5 วัน  =>ระยะตัวหนอน วัย 1 st instar 1.0 วัน  =>วัย 2 nd instar 1.0 วัน  =>วัย 3 rd instar 1.0 วัน  =>วัย 4 th instar 1.5-2.0 วัน  =>วัย 5 th instar 1.5-2.0 วัน ระยะดักแด้ (prepupa) มี 3 ระยะ (ก่อนเข้าดักแด้) 2.5 วัน   1. ระยะตารวมสีขาว (white-eye) 7.5 วัน  2. ระยะตารวมสีน้ำตาล (brown-eye) 7.5 วัน  3.ระยะตารวมสีดำ (dark-eye) 9.0 วัน  ลักษณะการอาศัยของชันโรงแต่ละชนิด 1.Trunk nesting (อาศัยอยู่ตามโพรงไม้) ซึ่งมีการปรับสภาพอุณหภูมิคงที่ เช่น T.fimbriata,T.apicalis,T.melanoleuca  2.Ground nesting (อยู่ในดินจอมปลวก) T.Collina (มีช่องทางปล่องทางเข้า-ออก และมีทางเดินเข้าหากัน มีปัญหาพวก  ปาราสิต (หนอนกินเกสร)  3.Branch nesting (อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้) กลุ่มนี้จะหากิ่งไม้ที่เป็นโพรงอาศัย เป็นชนิดที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี  4.Anthropophilous (ชอบอยู่ร่วมกับมนุษย์) อาศัยตามรอยแตกของอาคารบ้านเรือนและช่องว่างเล็ก ๆ การผสมพันธุ์ (Mating) การผสมพันธุ์ใน Trigona และ Melipona ผสมพันธุ์ภายนอกของรัง และในขณะที่บิน ตัวผู้จะรวมตัวเป็นกลุ่มกลางอากาศ ใกล้ ๆ รังหรือใกล้ๆ ที่จะสร้างรังใหม่ ตัวผู้ที่รวมกลุ่มจะมีถึง 100 ตัวหรือบางทีอาจถึง 1,000 ตัว บินอยู่เมื่อนางพญาพรหมจรรย์   (Virgin queen) บินเข้าไปในกลุ่ม การผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะไม่เหมือนกับผึ้ง คือเมื่อ queen บินกลับจะมี male   genitalia (ส่วนอวัยวะเพศผู้) จะติดมากับส่วนท้องและจะผสมพันธุ์ครั้งเดียวSilva, Zucchi และ Keer (1972) พบว่า queen ใน   Melipona ไม่สามารถเอา male genitalia ออกได้จนกว่าจะกลับเข้ารัง โดยจะถูกับผิวรัง ใน Lestrimelitta ehrhardit จะผสม  พันธุ์ภายในรัง  พฤติกรรมการวางไข่  นางพญาของชันโรงที่ผสมพันธุ์แล้วจะเดินสำรวจเซลที่จะวางไข่ เซลแต่ละเซลที่สร้างขึ้นนั้น จะอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้นโลก  เสมอ เมื่อนางพญาพบเซลที่เตรียมไว้ และพร้อมที่จะวางไข่แล้ว จะขยับปีกหรือกระพือปีกติดต่อกันแล้วแต่ชนิดของชันโรง เพื่อเรียก   ร้องความสนใจจากชันโรงพี่เลี้ยง (nurse bee) ให้มาป้อนอาหารลงในเซลที่จะวางไข่ อาหาร คือ เกสร น้ำผึ้ง และเอนไซม์ เมื่อ   nurse bee นำอาหารใส่เซลจนพอแล้ว queen จึงปีนขึ้นไปบนฝาเซลแล้วหย่อนก้นลงวางไข่ ไข่จะปักอยู่ตรงกลางของผิวอาหาร จาก   นั้นชั้นโรงงานจะปิดฝาเซลทันที ไข่สามารถฟักอยู่บนผิวอาหารได้ เพราะอาหารมีความหนาแน่นพอที่จะพยุงไข่ไม่ให้ล้ม หรือจมลงไป   ในอาหาร ไข่จะใช้เวลาฟัก ประมาณ 6-7 วัน เพื่อเป็นตัวหนอนและกินอาหารอยู่ภายในเซล จนกลายเป็นดักแด้และตัวเต็มวัย เมื่อได้   อายุแล้ว worker จะมาช่วยกัดผนังดักแด้ให้ตัวเต็มวัยออกมา ตัวเต็มวัยที่เพิ่งออกมา เรียกว่า calloow จะมีสีขาวอ่อน เนื่องจากการ  เจริญเติบโตของเม็ดสี (pigmentation) ยังไม่สมบูรณ์ต้องกินอาหารและใช้เวลาพัฒนาเม็ดสีอยู่ระยะหนึ่ง จึงจะเป็นตัวเต็มวัยที่  สมบูรณ์ เซลนางพญามีขนาดใหญ่กว่าเซลของ worker และตัวผู้ ชันโรงจะสร้างเซลนางพญาแทรกในกลุ่มของตัวอ่อน ในกรณีรังตัว   อ่อน เรียงแบบเป็นกลุ่ม (cluster builder) เซลนางพญาจะถูกสร้างออกมาเป็นระยะ ๆ ในรังที่มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น ส่วน   ชันโรงที่มีรังตัวอ่อนเรียงตัวแบบแผงซ้อน (comb builder) เซลนางพญาจะถูกสร้างอยู่บริเวณแผงตัวอ่อน ลักษณะการวางไข่ของ Queen การวางไข่ของ queen จะตรวจดู cell ที่จะวางก่อนเมื่อเห็นว่า cell นั้น พร้อมที่จะวางแล้วจึงจะส่งเสียงเรียก Nurse bee   โดยการขยับปีก เป็นจังหวะและเมื่อ nurse bee เข้ามาใกล้ ๆ แล้วจะใช้หนวดทั้งสอง ข้างสัมผัสกับส่วนหน้าและส่วนท้องของ ท้องของ nurse bee ในขณะที่ nurse bee เริ่มสำรอกอาหารใส่ cell queen จะยังคงพฤติกรรมใช้หนวดสัมผัสส่วนท้องของ   worker ตัวนั้น จนกระทั่ง worker ถอยตัวออกจาก cell และวิ่งหนีไปที่อื่นทันที worker ตัวต่อไปก็จะสำรอกอาหารเช่นเดียวกับ   worker ตัวแรก จนกระทั่ง queen ก้มดูแล้วว่าอาหารเพียงพอก็จะกัน worker ตัวอื่น ๆ ไว้ แล้ว queen จะขึ้นไปบนปาก cell แล้ว   วางไข่ทันที เมื่อวางไข่เสร็จแล้ว worker ก็จะขึ้นบน cell ทำการปิดฝาเซลล์ และ cell นี้จะไม่มีการเปิดอีกจนกว่าจะออกมาเป็นตัว  เต็มวัย nurse bee ที่ลงไปสำรอกอาหารในแต่ ละ cell ประมาณ 6-8 ตัว การสร้าง cell brood chamber โดย worker จะสร้าง   cell แต่ละ cell ขึ้นมาโดยมี pillar เป็นตัวเชื่อมยึดให้ cell แต่ละ cell มั่นคง ดังนั้นเมื่อ cell ถูกสร้างขึ้นมาทีหลังจะอยู่ด้านบน ส่วน   กลุ่ม cell ที่จะสร้างเสร็จแล้วก็จะถูกกลุ่ม cell ใหม่อยู่ด้านบนปกคลุม จึงเรียกลักษณะการสร้าง cell แบบนี้ advancing front
พฤติกรรมของการหาอาหาร แมลงจำพวกผึ้งทุกชนิดมีพฤติกรรมการหาอาหาร หรือการลงตอมดอกไม้ มีละอองเกสรและน้ำหวานในปริมาณที่ไม่เท่ากัน   ธรรมชาติของชันโรงนั้น ต้องการเกสรมากกว่าน้ำหวาน เพื่อไปเตรียมอาหารที่มีความหนาแน่นสูง เมื่อนางพญาวางไข่ลงไปแล้ว  สามารถฟักอยู่ในผิวอาหารได้ ดังนั้นชันโรงมักจะตอมดอกไม้ที่มีโครงสร้างเป็นดอกเปิด มองเห็นเกสรได้ชัดเจน และมีปริมาณเกสร   มาก โดยทั่วไปชันโรงจะเก็บเกสรจัดเป็นร้อยละ 80 และเก็บน้ำหวานเพียงร้อยละ 20 การเก็บเกสรของชันโรงบนดอกไม้ มันจะลง   ตอมดอกทุกดอก แม้ว่าดอกนั้นถูกแมลงผสมเกสรตัวอื่นตอมอยู่แล้ว ซึ่งจะไม่เหมือนกับผึ้งจะหากินในบริเวณไม่ไกลจากรังมากนัก   และชันโรงไม่ค่อยมีนิสัยชอบ เลือก (Floral preference) 
บทบาทและความสำคัญของชันโรง ชันโรงมีความสำคัญในการผสมเกสรทั้งพืชปลูกและพืชป่าเป็นอย่างยิ่ง ด้วยคุณสมบัติพิเศษ หลายประการดังนี้  1. ชันโรงมีความมั่นคงในการตอมดอกไม้อย่างสม่ำเสมอจัดเป็นแมลงผสมเกสรประจำถิ่นคือจะหากินหรือตอมดอกไม้ใน ระยะไม่ไกลจากรังที่มันอาศัยอยู่คุณสมบัติข้อนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างยิ่งเพราะสามารถใช้และควบคุมชันโรงให้ลงตอมดอก ของพืช เป้าหมายได้แม้ว่าพื้นที่บริเวณนั้นจะเพาะปลูกพืชชนิดใหม เมื่อออกดอกมาแล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องการหากินประจำที่ (fixed   pattern) เพราะชันโรงจะยังคงลงตอมดอกในบริเวณใกล้รังตามเดิมถ้าเป็นผึ้งพันธุ์จะมีการหากินประจำที่โดยเมื่อผึ้งงานพบแหล่ง  อาหารซึ่งอยู่ไกล จากรังก็จะส่งข่าวให้ผึ้งงานตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในรังได้รู้ ผึ้งงานเหล่านี้จะบินตรงไปยังแหล่งอาหารทันที โดยไม่สนใจดอก   ไม้อื่นๆ ที่บานอยู่ใกล้รังเลย พูดง่าย ๆ คือเราไม่สามารถสั่งผึ้งพันธุ์ให้ตอมเฉพาะพืชที่เราต้องการได้แต่สำหรับชันโรงแล้วเราเอามัน  วางไว้ตรงไหนมันก็จะกินอยู่ตรงนั้นนั่นเอง  2. ชันโรงไม่ค่อยมีนิสัยเลือก ชอบ (floral preference) ชันโรงจะเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยไม่จู้จี้จองหองอย่างผึ้งพันธุ์   ซึ่งจะเลือกตอมเฉพาะดอกที่มันชอบ และต้องมีดอกมาก ๆ จึงจะลงตอมเราจึงสามารถใช้ชันโรงช่วยผสมเกสรพืชเป้าหมายได้หลาย  ชนิด และแม้ว่าพื้นที่เพาะปลูกจะมีขนาดเล็กเพียงใดก็ไม่มีปัญหาว่าชันโรงจะไม่ลงตอม  3. ชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรประจำถิ่นจึงใช้ผสมเกสรพืชพื้นเมือง หรือพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบ เอเซียได้ดี เช่น ทุเรียน   ข้อมูลจากการทดลองระบุว่า ในบรรดาแมลงผสมเกสรต่าง ๆ ที่ลงตอมดอกทุเรียนจะเป็นชันโรงถึงร้อยละ 80  4. ชันโรงเป็นแมลงที่ชอบเก็บเกสร มีพฤติกรรมการตอมดอกที่ละเอียด นุ่มนวล จึงทำหน้าที่ผสมเกสรได้อย่างดี ต่างจากผึ้ง บางชนิด ที่เลือกดูดแต่น้ำต้อย ไม่สนใจเกสร จึงไม่เกิดการถ่ายละอองเกสรตามที่ต้องการ  5. ชันโรงไม่มีนิสัยรังเกียจของเก่าหรือของใช้แล้วมันจะตอมดอกไม้ได้ทุกดอก แม้ว่าดอกนั้นจะเคยถูกแมลงผสมเกสรตัวอื่น  ตอมมาแล้ว และทิ้งกลิ่นไว้ก็ตาม ในขณะที่ผึ้งรวงจะไม่ตอมดอกที่มีกลิ่นซึ่งผึ้งชนิดอื่นหรือรังอื่นทิ้งไว้  6. ชันโรงมีอายุยืนกว่าผึ้งรวงมาก ทำให้มีโอกาสผสมเกสรได้นาน
ศัตรูของชันโรง เนื่องจากชันโรงมีลำตัวขนาดเล็กและลักษณะการบินไม่เป็นแนวตรงหรือโค้ง การบินของชันโรงจะเป็นแบบหักมุมซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ทำให้หลบศัตรูได้ง่าย ยากแก่การจับกินขอบแมลงและนกต่าง ๆ ภายในรังของชันโรงจะเก็บยางไม้ไว้สำหรับป้องกันศัตรู  เรื่องของศัตรูจึง ไม่ค่อยมี แต่ที่พบก็มีได้แก่   นก โดยเฉพาะนกที่กินแมลง จะไปจับเกาะบริเวณดอกไม้ที่ชันโรงตอมอยู่ ทำให้ง่ายต่อการจับกิน  มด เป็นมดที่ชอบกินน้ำหวาน จะรบกวนในระยะที่มีการแยกขยายรังใหม่ ๆ โดยจะเข้าไปกินน้ำหวานภายในรัง ทำให้ชันโรง  ทิ้งรังหนีไป ชันโรงบางชนิดมดก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะจะสร้างยางเหนียวไว้เป็นเกาะป้องกันรัง  มวน เป็นศัตรูใช้ปากเจาะแทงดูดน้ำเลี้ยงของชันโรง โดยจะไปจับชันโรงที่ใกล้ ๆ รัง ถ้าหากมีมากจะทำให้ประชากรชันโรง ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน มวนจะชอบ

 

 

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น (ผึ้ง)

เลขที่ 400 หมู่ 12 ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40001
โทรศัพท์ 0 4325 5066 โทรสาร 0 4325 5066
E-mail : aopdb05@doae.go.th